วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

เรียนมหาวิทยาลัย(1)


เรียนมหาวิทยาลัย หล่อมหลอมจิตสำนึกเรื่องหมู่บ้าน คนชนบท
ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์สาขาการพัฒนาชุมชน ผมไม่รู้หรอกว่าเรียนจบจะทำงานอะไร แต่ผมอยากทำงานพัฒนา เพื่อทำให้ชุมชนและชนบทดีขึ้น ผมชอบธรรมชาติ ชอบเรียนรู้วิถีชีวิตของคนอื่น ในภาคทฤษฎีผมไม่รู้สึกตื่นเต้นมากเพราะมันเป็นหลักการท่องได้ จำได้แม่น แต่การปฏิบัติที่ต้องลงพื้นที่ชุมชนคือสิ่งที่ผมตื่นเต้นมากที่สุด เรามักจะลงชุมชนเป็นประจำ โดยรถขนหมูหรือรถหกล้อ ที่มีเฮียชวดเป็นคนขับ แกขับมาตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นของผม รุ่นที่13 ทั้งออกภาคสนามในวิชาเรียน และออกค่ายพัฒนาชนบท ในชุมนุมอาสาสมัครเพื่อการพัฒนา
ถ้าจะว่าไปแล้วผมเป็นเด็กชนบท ผมอยู่อุดรธานีซึ่งไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยของบแก่นมากนัก เดินทางประมาณชั่วโมงกว่าๆก็ถึง ผมมักจะนั่งรถแดงอุดร ขอนแก่น หรือรถปรับอากาศปอ.2 อุดรธานี นครราชสีมา จากบ้านโนนสูงมาลงที่หน้าโรงพยาบาลศรีนครินทร์และต่อรถสองแถวสีฟ้าสาย8 เข้าไปในมหาวิทยาลัย ผมพักอยู่หอพักชายคือหอ9 ตั้งแต่ปี1-ปี 4
ผมยังจำถึงภาพแรกที่ผมมาสมัครโควตาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นโดยวิธีรับตรง และสอบติดข้อเขียน โดยได้รับไปรษณีย์บัตรจากรุ่นพี่ชื่อพี่แหม่มมาแจ้งข่าว พอมาถึงที่มหาวิทยาลัย ผมไปนอนกับพี่จ่อยและพี่โอจอย เขามีกิจกรรมให้พี่น้องคุยกัน ผมถามถึงสาขาที่เรียนจบไปทำอะไร และสอบสัมภาษณ์ยากไหม อาจารย์ถามอะไรบ้าง ซึ่งผมก็สอบสัมภาษณ์ผ่านไปด้วยดีและเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้
จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม ก่อนเปิดเรียน ผมเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องของมหาวิทยาลัย โดยไปไหว้ศาลเจ้าพ่อมอดินแดง และเข้าซุ้มกิจกรรม จากรับน้องมหาวิทยาลัย เพื่อทำความรู้จักเพื่อนต่างคณะ และร้องเพลงมาร์ชของมหาวิทยาลัยให้ได้ ก็เข้าสู่การรับน้องในระดับคณะวิชา  ที่จะต้องผ่านซุ้มของสาขาต่างๆ ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส ภาษาไทยและบรรณารักษ์ มีการร้องเพลงเชียร์ทุกวัน ผ่านการทดสอบด้วยวิธีการต่างๆทั้งขู่ ทั้งปลอบจากรุ่นพี่ ที่เราเรียกว่าพี่หม่อ กับพี่ว๊าก ซึ่งจะมีละครทางสังคม และเทคนิคการสร้างวิธีการมาจัดการกับอารมณ์ ความรู้สึกของพวกเราเป็นประจำ ปลูกฝังให้เรารู้จักกันเช่นต้องรู้จักเพื่อนต่างสาขาให้ได้ มากกว่า10 คน หรือเจอหน้ารุ่นพี่ก็ให้ไหว้หรือทักทาย รวมทั้งการทำผิดระเบียบถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งเพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน
จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่จะรับเนคไท เพลงเชียร์จากประธานเชียร์ ในวันนั้นจะมีการรายงานสายรหัส เมื่อถึงคิวผมผมต้องวิ่งฝ่าเสียงตะโกนว่า เร็วๆๆๆ รวมทั้งเสียงกลองรัวเป็นจังหวะแรงๆ เร็วๆ และคึกคัก รวมทั้งกลุ่มพี่ๆที่ยืนและนั่งอยู่บนเวทีกับกลุ่มน้องใหม่ที่แต่งกายด้วยชุดนักศึกษามีป้ายชื่อห้อยที่คอ เมื่อขึ้นไปบนเวทีผมจะต้องโน้มตัวไปข้างหน้า ก้มหัวแล้วต้องตะโกนให้สุดเสียงว่า น้องชื่ออะไร รหัส สาขาอะไร ปู่รหัส ย่ารหัสชื่อ ป้ารหัสบุงรหัสชื่อ พี่รหัสชื่อ อะไรเมื่อผ่านเราก็ถือว่าเป็นสมาชิกของสาขาของคณะวิชาอย่างสมบูรณ์และเตรียมตัวปีหน้าสำหรับรุ่นน้องที่จะเข้ามาใหม่ ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการอย่างพวกเรา
ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นรุ่นที่33 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์รุ่นที่ 22 และสาขาการพัฒนาชุมชนรุ่นที่ 13 ในรุ่นที่เราเข้ามามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่การเชียร์ที่คึกคักสนุนสนานอย่างมากของรุ่นพี่ จนนำไปสู่กาเป็นเจ้าหญิงนิทราของเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นป่วยโรคหัวใจซึ่งรุ่นพี่ไม่รู้และไม่สามารถปฐมพยาบาลได้ทันท่วงทีจนสมองของเธอขาดออกซิเจนไปหลายนาที กว่าจะถึงโรงพยาบาลก็ช้าไปมากแล้ว ซึ่งนำไปสู่การการควบคุมเรื่องการรับน้องของคณะต่างๆในมหาวิทยาลัยมากขึ้น หรือการสูญเสียเพื่อนรักคนหนึ่งของผมชื่อหนิงในช่วงของการฝึกงานภาคสนามประมาณ 3 เดือนในช่วงปีสุดท้ายที่ตาดฟ้าดงสะคร่าน อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น