วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

เริ่มจากห้องแถว(19)

อพยพมาอยู่ค่าย ชีวิตในวัยเด็ก
เมื่อมาอยู่ในค่ายนี้ตอนเริ่มแรกพ่อแม่ผมไม่มีอะไรติดตัวมา แม้แต่ขวดนมลูก พ่อผมเล่าถึงความยากลำบากว่า ต้องเอากระป๋องนมข้นหวานต้มนมให้ผมกิน เดินทางด้วยรถไฟจากโคราชมาที่อุดรธานี มาถึงห้องแถวที่กำลังสร้าง ผมจำได้ว่าตอนเป็นเด็ก ช้อนส้อมเราก็มีน้อยมาก บางครั้งจะกินข้าวยังต้องใช้ส้อมแทนช้อน พ่อแม่ผมสู้มาด้วยกันผ่านอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งการต้องแบกหน้าไปของเงินจากญาติพี่น้อง เพื่อเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย พยายามหาอยู่หากินโดยไม่เหน็ดเหนื่อยแม้ว่าจะต้องทำงานประจำที่หนักอยู่แล้วทุกวันแต่เวลาเย็นและเสาร์อาทิตย์พ่อผมมักจะไปหากินในบริเวณค่าย ไมว่าจะวิดปลา ขุดหนู ขุดปลาไหล หาเห็ดปลวก มาเลี้ยงลูกเมียเสมอ  ดังนั้นแกจึงค่อนข้างเข้มงวดกับผมและน้องเรื่องของการเรียน ผมเรียนไม่เก่งมากตอนประถมศึกษา เพราะผมไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ เหมือนมันไม่เข้าหัว ผมรู้ว่าผมชอบวาดรูปและชอบเขียนอะไรบนกำแพงบ้าน พ่อผมมักจะให้ผมและน้องท่องสูตรคูณ ซึ่งผมมักจะท่องไม่ได้และถูกตีเป็นประจำ ท่านสอนการบ้านผมเองประจำ เพราะท่านเรียนเก่งสอบได้ที่หนึ่งตลอด ท่านเรียนที่โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล ท่านพูดเสมอว่าท่านรั้วแดงกำแพงเหลือง และเรียนรุ่นเดียวกันกับอนุสรณ์ เตชะปัญญา นักแสดงชื่อดังในอดีต ท่านเลือกสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก เหล่าสรรพาวุธ และต่อสู้ชีวิตมาอย่างลำบากตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อแม่ของท่านก็แยกกันอยู่ แม่ตายตั้งแต่ท่านยังเด็ก ท่านบอกว่า แม่ของท่านเป็นคนสวย พี่ของแม่ก็คือย่าเพ็งซึ่งเป็นญาติชาวบ้านเขว้าชัยภูมิที่ท่านเคารพ อีกคนก็ย่าแป้ซึ่งจากพวกเราไปนานแล้ว
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ปู่มาอยู่กับเรา ปู่เล่านิทานเรื่องดวงดาวให้ผมและน้องฟังเสมอโดยเฉพาะเรื่องดาวลูกไก่ ดาวไถ รวมทั้งพาผมและน้องไปซื้อของที่ตลาดนัด ไม่ว่าจะเป็นขนม สติ๊กเกอร์การ์ตูนดังๆในสมัยนั้นและหน้ากากฮีโร่ ผมและน้องรักปู่มาก เพราะว่าเราไม่ได้เคยได้เห็นหน้าย่า หรือแม้แต่ตาและยาย เพราะท่านจากเราไปตั้งแต่เรายังไม่เกิด วันที่ปู่จะจากพวกเราไปทำงานที่กรุงเทพฯเป็นวันที่เราเศร้ามาก เพราะท่านแก่แล้วอยากให้ท่านอยู่แต่ท่านก็ไม่ยอมอยู่ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายพ่อกับแม่ไปเยี่ยมท่านที่กรุงเทพฯ พร้อมกับรับท่านกลับมาอยู่ที่บ้าน เนื่องจากท่านเป็นมะเร็งในถุงน้ำดี ปู่อยู่กับพวกเราได้หลายเดือนและแกก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ผมจำได้ว่าวันที่แกจะจากไป เราถ่ายรูปหมู่ด้วยกันทั้งครอบครัวเหมือนเป็นลางบอกอะไรว่าแกกำลังจะจากพวกเราไป วันถัดมาท่านขับถ่ายโดยไม่รู้สึกตัว พ่อกับแม่ของผมยังไม่กลับมาจากธุระผมจึงต้องเอาโสร่งไปซักและหาโสร่งใหม่ไปใส่ให้แก คืนนั้นปู่ร้องครางด้วยความเจ็บปวดทั้งคืน และเพ้อถึงย่าที่จากไป แกดื่มแบรนด์และตอนเช้าแกก็จากไปอย่างสงบ นั่นเป็นความสูญเสียครั้งแรกในวัยเด็กของผม ผมเสียใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ผมจำได้ว่ารถทหารกำลังจะไปส่งที่โรงเรียนก็มีคนมาบอกว่าปู่ตายแล้ว ผมรีบกลับมาบ้าน และเห็นลุงม้วนมาตรวจร่างกายแก ตัวแกเริ่มแข็งและปากเริ่มเขียว จากนั้นเราก็เอาเสื้อผ้าที่แกชอบมาใส่ให้แกแบบกลับด้าน แล้วเอารองเท้าวางไว้ที่ปลายเท้า เอาผ้าคลุมแล้วพวกเราก็ขอขมาศพ รดน้ำศพ พระสวดประมาณ 2-3 วันจึงเอาศพไปฌาปนกิจที่วัดป่าศรัทธาธรรม ผมและน้องบวชจูงให้กับปู่เพื่อส่งทางแกไปสู่สรวงสวรรค์ พ่อผมบอกว่าตอนนี้ท่านไม่เหลือพ่อแม่แล้ว ก็มีญาติที่รู้จักไม่กี่คน ผมจำได้ว่าทุกครั้งที่ผมใส่บาตรไปให้ปู่ก็จะทำหมกกบที่ท่านชอบทำบุญส่งไปให้ท่าน
พ่อของผมท่านไม่ค่อยเล่าเรื่องชีวิตของท่านในวัยเด็กเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะเล่าเรื่องการเล่นในวัยเด็ก และการดูแลลูกของพี่สาวแม่ของท่านคือย่าเพ็งและตาทอง ตอนที่อยู่แฟลตดอนเมืองของตำรวจตระเวนชายแดน ว่าท่านได้ไปหาปลาแถวคลองและทุ่งนาที่ดอนเมือง แต่ส่วนใหญ่ญาติมักจะพูดว่าท่านเรียนเก่ง มีคู่หมั้นคู่หมายเป็นพยาบาลแต่ไม่ได้แต่งกัน รวมถึงเรื่องความเจ้าชู้ของท่าน แต่ท่านก็เลือกที่จะอยู่กับแม่ปิ๊กซึ่งเป็นสาวชาวบ้านจบแค่ชั้นป.4 แม้ว่าญาติบางคนจะไม่ค่อยพอใจในเรื่องความแตกต่างด้านฐานะและการศึกษาแต่ท่านก็ยืนยันในรักแท้นี้เสมอมาจนปัจจุบัน
แม้ว่าผมจะเรียนไม่เก่งมากเท่ากับน้องผมที่สามารถเรียนต่อโครงการช้างเผือกที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ แต่ด้วยความขยันบวกกับเรื่องดวงผมมักจะมีเข้ามาตลอด เช่นในช่วงหนึ่งผมจบชั้นป.6 ปรากฏว่าได้ทุนประพฤติดีเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลอย่างไม่คาดฝัน ซึ่งโรงเรียนอุดรพิทยานุกูลเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดอุดรธานี ผมเรียนที่นี่ตั้งแต่ม.ต้นจนถึงม.ปลายและสามารถสอบเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีแบบโควต้าตรงที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน จนกระทั่งได้เกียรตินิยมอันดับ1 ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจว่าครั้งหนึ่งได้ความหวังและความฝันของพ่อกับแม่ให้เป็นจริง แม้ว่าเราจะเป็นลูกทหารชั้นประทวนแต่เราก็มีความสามารถจากความขยันและความมุมานะของพวกเรา ผมเอาแบบอย่างความมุมานะและความซื่อสัตย์ของพ่อเป็นแบบอย่างในการทำงานเสมอ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น